“กาญจนบุรี” ไม่ได้มีแค่รถไฟสายมรณะหรือน้ำตกไทรโยคอีกต่อไป! เตรียมหัวใจของคุณให้พร้อม แล้วมาระเบิดความตื่นเต้นกับแลนด์มาร์กใหม่ล่าสุดที่จะทำให้คุณขาสั่นพั่บๆ แต่ประทับใจไม่รู้ลืม

ทริปนี้เราจะฉีกกฎการเที่ยวกาญจนบุรีแบบเดิมๆ พาคุณไปท้าทายความกล้า เดินชมวิวแม่น้ำสองสีบนพื้นกระจกใสแจ๋วที่ “สกายวอล์คเมืองกาญจนบุรี” (Song Kwae Maeklong Skywalk) ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ป่าใหญ่เพื่อไปพักผ่อนในสไตล์ซาฟารีสุดหรูที่ Hintok River Camp @ Hellfire Pass (หินตกริเวอร์แคมป์ ณ ช่องเขาขาด) ที่พักที่ผสมผสานความตื่นเต้นของการผจญภัยและความสะดวกสบายเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว


Part 1: ใจเต้นรัวที่ “สกายวอล์ค สองแคว-แม่กลอง” แลนด์มาร์กใหม่ต้องห้ามพลาด

หากคุณเดินทางออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่กาญจนบุรี จุดเช็คอินแรกที่คุณต้องแวะก่อนเข้าสู่โซนไทรโยคคือ “สกายวอล์คเมืองกาญจนบุรี” หรือชื่อเต็มๆ ว่า สกายวอล์ค สองแคว-แม่กลอง

ความตื่นเต้นบนความสูง 12 เมตร

ทันทีที่ก้าวเท้าขึ้นสู่สกายวอล์ค ความรู้สึกวูบวาบจะแล่นเข้ามาทักทาย เพราะทางเดินที่ทอดยาวเลียบแม่น้ำนั้นทำจาก “กระจกใส” (Tempered Glass) ที่มองเห็นพื้นด้านล่างและสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆ ได้อย่างชัดเจน ระยะทางยาวกว่า 150 เมตร บนความสูงเทียบเท่าตึก 4 ชั้น จะทดสอบความกล้าของคุณในทุกย่างก้าว

  • Adrenaline Rush: วินาทีแรกที่เหยียบลงบนกระจก คุณอาจจะรู้สึกลังเลและเกร็งเล็กน้อย แต่เมื่อปรับตัวได้ ความกลัวจะเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นและความสนุกสนาน เป็นจุดที่ทุกคนต้องงัดกล้องออกมาถ่ายภาพ “เท้าลอยฟ้า” หรือนอนราบไปกับพื้นกระจกเพื่อภาพที่ดูหวาดเสียวที่สุด

จุดชมวิวแม่น้ำสองสี (The Confluence)

ไฮไลท์ของสกายวอล์คแห่งนี้ไม่ใช่แค่ความสูง แต่คือ “วิว” ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด เพราะที่นี่ตั้งอยู่บริเวณ “ปากแพรก” ซึ่งเป็นจุดบรรจบของแม่น้ำสำคัญ 3 สาย คือ

  1. แม่น้ำแควใหญ่ (สีเขียวมรกต)
  2. แม่น้ำแควน้อย (สีแดงขุ่นหรือสีชา)
  3. ไหลมารวมกันกลายเป็นต้นกำเนิดของ แม่น้ำแม่กลอง

เมื่อมองจากมุมสูงบนสกายวอล์ค คุณจะเห็นเส้นแบ่งสีของน้ำอย่างชัดเจน ตัดกับวิวเมืองกาญจนบุรี หอพระประวัติสมเด็จพระญาณสังวรฯ และสะพานสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรฯ เป็นภาพพาโนรามาที่งดงามตระการตา โดยเฉพาะในช่วงยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน แสงสีทองจะสะท้อนผิวน้ำ เกิดเป็นภาพที่โรแมนติกและน่าประทับใจ

สักการะพระพุทธรูปองค์ใหญ่

ใกล้ๆ กับสกายวอล์ค ยังมีพื้นที่สวนสาธารณะที่ประดิษฐาน พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ พระพุทธรูปปางขอฝนองค์ใหญ่สีทองอร่าม ที่ตั้งตระหง่านเป็นสง่า เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมากราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเดินทางต่อ


Part 2: มุ่งหน้าสู่การผจญภัยที่แท้จริง ณ Hintok River Camp @ Hellfire Pass

หลังจากเช็คอินความเสียวที่ในเมืองแล้ว ก็ได้เวลาขับรถมุ่งหน้าสู่อำเภอไทรโยค (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง) เพื่อเข้าสู่ที่พักที่เป็น Destination หลักของเราในทริปนี้ นั่นคือ Hintok River Camp @ Hellfire Pass

ลืมภาพการกางเต็นท์ที่ลำบากและร้อนอบอ้าวไปได้เลย เพราะที่นี่คือ “Glamping Resort” (Glamorous Camping) ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในที่พักแนวผจญภัยที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก

นอนเต็นท์ติดแอร์ สไตล์ซาฟารี (Safari Tented Camp)

เมื่อมาถึง คุณจะพบกับเต็นท์ผ้าใบแคนวาสขนาดใหญ่ (Canvas Tent) จำนวนมากที่ตั้งเรียงรายอยู่บนยอดเขาหินตก บรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปในค่ายซาฟารีที่แอฟริกา แต่แฝงไปด้วยความร่มรื่นของป่าไม้ไทย

  • ความหรูหราที่ซ่อนอยู่: ภายในเต็นท์กว้างขวางมาก ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สักทอง มีเตียงนอนหนานุ่ม แอร์เย็นฉ่ำ ตู้เย็น และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
  • ห้องน้ำส่วนตัว: ไฮไลท์ที่ทำให้ทุกคนสบายใจคือ “ห้องน้ำในตัว” (En-suite Bathroom) ที่มีการแยกโซนเปียกโซนแห้ง มีเครื่องทำน้ำอุ่น และฝักบัว Rain Shower ให้คุณได้อาบน้ำท่ามกลางบรรยากาศกึ่งเอาท์ดอร์ที่เป็นส่วนตัวสุดๆ

Unseen Thailand: สระน้ำแร่ธรรมชาติริมแม่น้ำแคว

หลังจากเก็บของเสร็จ กิจกรรมที่ห้ามพลาดคือการเดินลงไปที่ตีนเขา ริมแม่น้ำแควน้อย คุณจะพบกับ “สระน้ำแร่ธรรมชาติ” (Natural Spring Pool) บ่อน้ำที่เกิดจากตาน้ำใต้ดินไหลลงมาขังตัวเป็นสระใสแจ๋วอยู่ริมแม่น้ำ

  • ความรู้สึก: ลองจินตนาการว่าคุณกำลังแช่ตัวในน้ำแร่เย็นเจี๊ยบ ท่ามกลางเสียงนกร้องและวิวแม่น้ำที่ไหลผ่านหน้าไป เป็นการบำบัดความเหนื่อยล้าจากการเดินทางได้ดีที่สุด เด็กๆ สามารถกระโดดเล่นน้ำได้อย่างสนุกสนาน ส่วนผู้ใหญ่ก็นั่งแช่เท้าจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ได้อย่างสบายใจ

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ที่ “ช่องเขาขาด” (Hellfire Pass)

ชื่อของโรงแรม @ Hellfire Pass ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเล่นๆ เพราะที่นี่ตั้งอยู่บนพื้นที่ประวัติศาสตร์จริง!

  • พิพิธภัณฑ์หินตก: ภายในรีสอร์ทมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของเชลยศึกที่ขุดพบในบริเวณนี้
  • เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ: จากรีสอร์ท คุณสามารถเดินหรือปั่นจักรยานไปสำรวจเส้นทางรถไฟสายมรณะและช่องเขาขาดได้ การได้เดินสัมผัสหินผาที่ถูกเจาะด้วยมือมนุษย์ เป็นประสบการณ์ที่ทรงพลังและให้แง่คิดทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้ง

BBQ Campfire Dinner: ปาร์ตี้รอบกองไฟ

เมื่อความมืดเข้าปกคลุม บรรยากาศที่แคมป์จะเปลี่ยนไปเป็นความสนุกสนานและอบอุ่น ทางรีสอร์ทจัดเตรียมอาหารค่ำแบบบุฟเฟต์บาร์บีคิว (BBQ Dinner) ไว้รอต้อนรับ

  • บรรยากาศ: การได้นั่งทานอาหารอร่อยๆ รอบกองไฟ (Campfire) ใต้แสงดาว ท่ามกลางลมหนาวที่พัดมาเบาๆ คือเสน่ห์ของการแคมป์ปิ้งที่หาไม่ได้จากโรงแรมทั่วไป กลิ่นหอมของเนื้อย่าง เสียงดนตรีคลอเบาๆ และบทสนทนาของคนในครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน จะทำให้ค่ำคืนนี้เป็นคืนที่พิเศษที่สุด

ทำไมทริปนี้ถึง “Perfect”?

การผสมผสานระหว่าง “สกายวอล์คเมืองกาญจน์” และ “Hintok River Camp” คือส่วนผสมที่ลงตัวที่สุดสำหรับนักเดินทางรุ่นใหม่:

  1. ครบทุกรสชาติ: ได้ทั้งความตื่นเต้นหวาดเสียวในเมือง และความสงบผ่อนคลายในป่า
  2. ถ่ายรูปสวยทุกมุม: ไม่ว่าจะเป็นรูปเท้าลอยฟ้าบนสกายวอล์ค หรือรูปฮิปสเตอร์หน้าเต็นท์ซาฟารี รับรองว่ายอดไลค์ถล่มทลาย

สะดวกสบายแต่ได้ผจญภัย: เหมาะสำหรับคนเมืองที่อยากสัมผัสธรรมชาติแต่ไม่อยากลำบาก (Soft Adventure)


บทสรุป: วันหยุดนี้ต้องไปเช็คอิน!

อย่าปล่อยให้วันหยุดผ่านไปแบบเดิมๆ ลองพาตัวเองและคนรู้ใจขับรถมาที่กาญจนบุรี แวะกรี๊ดให้สุดเสียงที่สกายวอล์ค แล้วมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มๆ กลางป่าที่ Hintok River Camp @ Hellfire Pass

ประสบการณ์ Glamping สุดหรู และวิวหลักล้านบนยอดเขา รอคุณอยู่… แล้วคุณจะรู้ว่าเมืองกาญจน์มีดีกว่าที่คิด!

👉 วางแผนการผจญภัยและจองเต็นท์หรูราคาพิเศษได้ที่: www.hintokrivercamp.com